ทหารกับตาดีกา “เจตนาที่บริสุทธิ์”

เหตุผลและความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปทำกิจกรรมในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” ที่คนทั่วไปมักกล่าวถึง ก็เพราะเด็กๆเหล่านี้ คือ อนาคตของชาติ!! เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาชาติ พัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง คำกล่าวนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธ และการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง และเป็นหน้าที่ของรัฐนั้นๆ ในการสร้างอนาคตที่ดีด้วยการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานในช่วงวัย 12 ปีแรกของการเรียนในวัยเด็ก  ซึ่งการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย มีสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีโรงเรียนในสังกัดแต่ละภูมิภาค จัดการเรียนการสอนให้เหมาะสม สอดคล้องอัตลักษณ์ ประเพณีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละพื้นที่

ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เพราะฉะนั้นวีถีชีวิตของคนที่นี่ซึ่งเป็นมุสลิมย่อมมีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ ระบบการศึกษาก็เช่นกันมีการปรับการเรียนการสอนให้เข้ากับท้องถิ่นนอกจากจะต้องเรียนวิชาสามัญดั่งเช่นภูมิภาคอื่นๆ แล้ว เด็กในพื้นที่แห่งนี้ยังต้องไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” หรือแม้กระทั่งการเรียนการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานในตอนกลางคืน เพื่อให้มีความรู้ตามหลักคำสอนของศาสดา นอกจากทางโลกแล้วทุกคนสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามหลักศาสนา แต่ที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ โรงเรียนในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ นอกจากมีศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” แล้ว สถาบันศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามอีกด้วย

แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” ที่เน้นการเรียนการสอนในเรื่องจริยธรรม พบว่าในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ คือ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และ สตูล  มีศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” ทั้งหมดประมาณ 2,083 แห่ง เปิดสอนเยาวชนที่นับถือศาสนาอิสลาม อายุระหว่าง 5-12 ปี ส่วนมากจะสอนในชุมชนหรือมัสยิดที่เยาวชนเดินทางไปเรียนได้อย่างสะดวกไม่ไกลเกินไปนัก ซึ่งเคยมีผู้อธิบายรูปแบบการเรียนการสอนว่า ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” จะสอนศาสนาอิสลามเบื้องต้นให้กับเด็ก เน้นการสอนจริยธรรม การอ่าน-เขียน ภาษามลายู รวมถึง
การประกอบศาสนกิจ โดยผู้นำชุมชนและอาสาสมัครในชุมชนเป็นผู้สอน “เพื่อให้เด็กมีจริยธรรม เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของชาวมลายู เนื่องจากการเรียนในโรงเรียนปกตินักเรียนได้เรียนภาษาไทยอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเน้นเรียนภาษามลายูและหลักศาสนาเป็นหลัก”จากการศึกษาพบว่าโรงเรียนตาดีกามักประสบปัญหาที่สำคัญในด้านต่าง เช่น ด้านหลักสูตร ด้านบุคลากร  ด้านงบประมาณ  ด้านบริหารงานทั่วไป และด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน  ในด้านบุคลากร พบว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือการขาดแคลนผู้สอน อันเนื่องมาจากการกำหนดคุณสมบัติและกระบวนการคัดเลือกครูผู้สอนส่วนหนึ่ง และที่สำคัญการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่
ซึ่งที่ผ่านมาครูผู้สอนรวมทั้งศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” ตกเป็นเป้าหมายสำคัญของ
ผู้ก่อเหตุรุนแรง ส่งผลให้ต้องประสบกับปัญหาสำคัญในเรื่องขาดแคลนครูผู้สอน

ปัจจุบันกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหาร
เข้าไปร่วมทำกิจกรรม และช่วยเหลือปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” อีกทั้งยังดูแลรักษาความปลอดภัยสถานที่ บุคลากรทางการศึกษาจากผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อันเป็นต้นเหตุของปัญหา และช่วยเหลือในการทำกิจกรรมของครูและเด็กๆ ในวันสำคัญๆ รวมทั้งไปช่วยสอนเสริม ในบางวิชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ไปทำหน้าที่ดังกล่าว มีการคัดเลือกตัวบุคคลให้เหมาะสมกับงานที่ได้รับมอบ  และมีการเตรียมตัวโดยใช้งบประมาณจากหน่วยทหาร เพื่อจัดซื้อ วัสดุอุปกรณ์ เตรียมสื่อการสอน มีการทบทวน ตลอดจนการประเมินผลก่อนที่จะไปปฏิบัติจริง ซึ่งข้อเท็จจริงทหารทุกนายเคยสัมผัส
กับการเป็นครูมาก่อนแล้วเช่นการเป็นครูฝึกทหาร โดยเฉพาะนายสิบและนายทหารทุกคนเคยเป็นครูทหารมาแล้วทั้งสิ้น และที่สำคัญมีการศึกษาเรียนจบ ป.ตรี มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นครูผู้สอนได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารบางหน่วยมีการกำหนดคุณสมบัติพื้นฐานไว้อย่างหนึ่งคือทุกคนจะต้องมี “ความเป็นครูที่ดี

การที่เด็กๆ ได้สัมผัสกับเจ้าหน้าที่ทหารจะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบสังคมพหุวัฒนธรรม คลายความวิตกกังวลของพ่อแม่ในเรื่องความปลอดภัยของบุตรหลานเมื่อไปโรงเรียน  ครูผู้สอนในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” มีความปลอดภัย มีขวัญและกำลังใจมากขึ้น เด็กๆ ได้รับวัสดุ อุปกรณ์ สื่อการสอนตลอดจนกิจกรรมที่ไม่ซ้ำซากจำเจและที่สำคัญคือความปลอดภัยของเด็กๆ เอง สิ่งเหล่านี้คือผลดีที่จะส่งผลให้เด็กๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพในวันหน้านั่นเอง  สำหรับข้อสังเกตในเรื่องของการพกพาอาวุธปืนเข้าไปในโรงเรียนตาดีกาของทหารในพื้นที่ 3 จชต. และมีบุคคลบางกลุ่มออกมากล่าวว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กนั้น  ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ จชต. มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน เมื่อสวมเครื่องแบบแล้วต้องพกพาอาวุธเข้าพื้นที่ แม้ว่าจะไปทำกิจกรรมในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือ “ตาดีกา” ก็เป็นการระวังป้องกันตนเอง จากเหตุที่ไม่คาดคิดที่จะเกิดขึ้น และเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย แล้วก็อย่าลืมว่าสิ่งที่ครูผู้สอนและเด็กๆ ในโรงเรียนตาดีกาตลอดจนผู้ปกครองต้องการคือความปลอดภัย ซึ่งการนำพาอาวุธไปอย่างเปิดเผย นับเป็นการป้องปรามไม่ให้คนร้ายทำการก่อเหตุ โดยเฉพาะในโรงเรียนที่ส่วนใหญ่มีเด็กๆ การป้องกันเหตุร้ายไม่ให้เกิดย่อมดีกว่าการแก้ไขแน่นอน ซึ่งการนำเสนอภาพของกลุ่มผู้ไม่หวังดีมีเจตนาที่จะใช้ภาพอันไม่พึงประสงค์ ซึ่งเกิดจากมุมกล้อง นำไปเผยแพร่จนเป็นสาเหตุให้ผู้ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงเกิดการเข้าใจผิดตามสิ่งที่เห็นได้

———————–